วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ( วัดพระแก้ว )

 ถ้าจะพูดถึงการสถานที่ท่องเที่ยว คงต้องแนะนำสถานที่ในเมืองไทยก่อน เป็นอันดับแรก เพราะว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ตามสโลแกน เมืองไทย ไม่ไป ไม่รู้ จริงมั้ยจ๊ะ !! และไม่ว่าใครเมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือ Long weekend ก็อยากที่จะต้องหาที่กิน ที่เที่ยว และที่นอน เพื่อไปพักผ่อน หลังจากการทำงานมาทั้งสัปดาห์ แต่ เอ เราจะเริ่มกันจากจังหวัดไหนในประเทศไทย ก่อนดีหล่ะ เอาเป็นว่า ขอเป็นเมืองหลวงของเราก่อนเลยดีกว่า อิ๊ อิ๊ กรุงเทพมหานคร หลาย ๆ คน อาจจะไปเที่ยวกันในแต่ไม่ครบด้วยซ้ำ มาเริ่มกันเลยดีกว่า จะได้ไม่เป็นการเสียเวลา แอ่น แอ้นนนนนน สถานที่ ที่ทุกคน น่าจะเคยไปมาแล้ว

 

                                                                              วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ( วัดพระแก้ว )

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก www.siamguide.net

 

 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว  เป็นวัดที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ภายในมีอาณาบริเวณ กว้าง ขวางรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระบรมมหาราชวังและกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็น การสร้างวัด ในพระราชวังตามอย่างวัด พระศรีสรรเพชญ์องกรุงศรีอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง และประชุมข้าทูล ละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

 

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  youtube.com

 

พระแก้วมรกต

เป็นพระประทับนั่งอย่างสมาธิราบในสกุลช่างล้านนา ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทร์  เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งแกะสลักมาจากหยกสีเขียว เข้มที่มีค่าและหายากมาก พระแก้วมรกตจะมีเครื่องทรงที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ซึ่งเครื่องทรงเหล่านี้ทำด้วย ทองคำประดับเพชรและสิ่งมีค่าชนิดต่าง ๆ ถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญประการหนึ่งของ พระมหากษัตริย์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1  จนถึงรัชกาลปัจจุบันที่จะต้องเสด็จ ฯ ไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงประจำฤดูด้วยตนเองซึ่งกำหนดวันเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตมีดังนี้

วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูร้อน

วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูฝน

วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูหนาว

พระอุโบสถ

สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นพระอุโบสถขนาดใหญ่ หลังคาลด 4 ระดับ 3 ซ้อน มีช่อฟ้า 3 ชั้น ปิดทองประดับ กระจก ตัวพระอุโบสถมีระเบียงเดินได้โดยรอบ มีหลังคาเป็นพาไลคลุม รับด้วยเสานางรายปิดทองประดับกระจก ทั้งต้น พนักระเบียงรับเสานางราย ทำเป็นลูกฟักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีอย่างจีน ตัวพระอุโบสถมี ฐานปัทม์ รับอีกชั้นหนึ่ง ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ผนังพระอุโบสถ ในรัชกาลที่1 เขียนลายรดน้ำบนพื้นชาดแดง รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ปั้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ปิดทองประดับกระจก เพื่อให้เข้ากับผนังมณฑป ปิดทองประดับกระจก บานพระทวารและพระบัญชรประดับมุก ทั้งหมด ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 1 ที่เชิงบันไดมีสิงห์หล่อด้วยสำริดบันไดละคู่ รวม 12 ตัว โดยได้แบบมาจาก เขมรคู่หนึ่ง แล้วหล่อเพิ่มอีก 10 ตัว

จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้ว

เป็นจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์รอบพระระเบียงวัด ร้อยเรียง เล่าขานตำนาน เรื่องรามเกียรติ์ถึง 178 ห้อง เป็นภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่ยาวที่สุดในโลก

ปราสาทพระเทพบิดร

 เดิมเรียก พุทธปรางค์ปราสาทเป็นปราสาทยอดปรางจัตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในประดิษฐาน พระบรมรูปรัชกาลที่ 1-8 เปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมรูปในวันจักรี ( 6 เม.ย. ) ของทุกปี

พระมณฑป 

ตั้งอยู่ทางด้านหลังปราสาทพระเทพบิดรสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ภายในมีตู้เก็บพระไตรปิฏกทรงมณฑป ประดับมุกฝีมือประณีตงดงาม

พระศรีรัตนเจดีย์

สร้างขึ้นตามแบบเจดีย์ดพระศรีสรรเพชญ์สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของพระมณฑป ภายในมีเจดีย์ องค์เล็กประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

พระอัษฏามหาเจดีย์

บริเวณด้านหน้าพระอาราม สร้างสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อถวายแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่ภายนอกระเบียง 6 องค์ภายใน ระเบียง 2 องค์มีชื่อประจำทุกองค์

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  thaiticketmajor.com

ยักษ์ทวารบาล

ตั้งเรียงรายที่ช่องประตูพระระเบียงมีคู่เป็นยักษ์ตัวเอกจากเรื่องรามเกียรติ์ ยืนยามเฝ้ารอบพระอุโบสถ วัดพระแก้ว นั้น มี 12 ตน เป็นรูปปูนปั้นประดับกระเบื้อง ติดกระจก ยืนกุมกระบองอยู่ประจำประตูต่าง ๆ รอบพระอุโบสถ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๒ สูงประมาณ ๖ เมตร แต่ละตนก็มีสีสันและหน้าตาแตกต่างกัน ยักษ์เหล่านี้ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3พร้อมกับยักษ์วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม)  มีชื่อเรียงลำดับไปทางขวา โดยเริ่มจากบันไดหน้าปราสาทพระเทพบิดรดังนี้..สุริยาภพ (กายสีแดง) อินทรชิต (กายสีเขียว) มังกรกัณฐ์ (กายสีเขียว)วิรุฬหก (กายสีขาบ หรือน้ำเงินเข้ม) ทศคีรีธร (กายสีเขียว) ทศคีรีวัน (กายสีหม้อไหม้) จักรวรรดิ (กายสีขาว)อัศกรรณมารา (กายสีม่วงเข้ม) ทศกัณฐ์ (กายสีเขียว)สหัสเดชะ (กายสีขาว) ไมยราพณ์ (กายสีม่วงอ่อน)วิรัญจำบัง (กายสีขาวเจือดำ)

หอพระคันธารราษฏร์

ที่มุมระเบียงด้านตะวันออกเป็นประดิษฐานพระพุทธคันธารราษฏร์ ซึ่งเป็นพระประธานในพิธีพิรุณ ศาสตร์ละ พระราชพิธีพืชมงคล ภายในหอมีภาพเขียนเกี่ยวกับฝนในแต่ละฤดูและฝนโบกขรณีฝีมือขรัวอินโข่ง

หอพระราชกรมานุสร

 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ 34 องค์ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างเป็นพระราชอุทิศถวายแด่พระมหากษัตริย์ ใน กรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี

 หอพระราชพงศานุสร 

สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ฝาผนังมีภาพจิตรกรรมพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฝีมือขรัวอินโข่ง นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีเครื่อง ประดับ พระอาราม เช่น กระถางเขามอ กระถางต้นไม้น้ำ แท่นหิน ไม้ดัดไทย อับเฉา วางประดับเรียงรายอยู่โดยรอบ

หอพระนาก

อยู่ด้านหลังวิหารยอด เป็นอาคารทรงไทยหลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระบรมวงศ์ นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีเครื่องประดับพระอาราม เช่น กระถางเขามอ กระถางต้นไม้น้ำ แท่นหิน ไม้ดัดไทย อับเฉา วางประดับเรียงรายอยู่โดยรอบ

นครวัดจำลอง

รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้พระสามภพพ่ายสร้างขึ้น โดยจำลองแบบจากปราสาทหินนครวัดของกัมพูชา เมื่อถึงใน สมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ด้วยปูน เพื่อฉลองพระนครครบรอบ 100 ปี

 

แผนที่เดินการเดินทางไปวัดพระแก้ว

 

 

 

ร่วมงานกับเราที่ info@carszana.com | ติดต่อโฆษณา ads_carszana@gmail.com

20014-2017 CARSZANA, ALL Rights Reserved.

Top